2010/Mar/06

เขียนเพื่อระบายความอัดอั้นโดยเฉพาะ

 

เวลาขายของอยู่ที่ร้าน ถ้าเรามีเวลาว่าง ไม่มีลูกค้า จัดการธุระอะไรเรียบร้อย ก็จะแอบอู้มายืนวาดรูปเล่นอยู่หลังเครื่องคิดเงิน (โดนดุบ่อยอยู่แต่ไม่เข็ดอ่ะนะ แต่บางช่วงมันก็ว่างจริง ๆ นี่)

เราไม่ใช่คนฝีมือดีมากมาย รูปที่ออกมาแต่ละรูปก็ไม่ได้ถึงขนาดเรียกได้ว่ามืออาชีพ แต่จะดีจะเลวอย่างไร มันก็คือผลผลิตของความตั้งใจลงทุนลงแรง และเราก็ภูมิใจว่าพวกนั้นคือ ”ผลงาน” ของเรา

เมื่อวานก็เหมือนทุกวัน วาดโครงร่างไปได้หมดแล้ว แต่ยังไม่ได้เติมหน้าตาลงไป เผอิญลูกค้ามาก่อนก็เลยวางมือแล้วไปรับลูกค้า พริบตาเดียวเท่านั้นฮะ หันมาอีกที ไอ้บ้านั่นยิ้มหน้าแป้นแล้นอยู่ข้าง ๆ โชว์กระดาษที่เราสาบานได้ว่ามันเคยเป็นของเรา และก็เพิ่งวางไว้ไม่เกินสามนาทีขึ้นมาอวดอย่างภูมิใจเต็มที่

“ เติมหน้าลงไปให้ สวยป่าว?”

โครงร่างที่วาดไว้ รูปไม่กี่รูปที่เราสามารถวาดมันออกมา แล้วเรา “โคตร” ภูมิใจว่ามันสวย (สำหรับเรานะยังไม่ได้ให้ใครดู) ถูกเติมหน้าตาลงไปด้วยฝีมือหยาบ ๆ แบบไม่ได้จงใจทำให้มันสมบูรณ์ แต่มันเป็นจงใจวาดล้อเลียนให้กลายเป็นเหมือนตัวตลก

บอกตามตรงวินาทีนั้น โกรธ... โกรธมาก โกรธจนมือสั่นเลย แต่ด้วยความที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ และผู้จัดการยืนอยู่ข้างหลังทำอะไรมันไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมือน้อย ๆ ข้างนี้ คงตวัดไปตบมันให้ถนัดถนี่โดยแท้ คงคิดว่าเราจะตลกไปกับเขาด้วยมั้ง แต่สาบานได้ มันไม่ตลกเลย!!

“พี่” เสียงสั่นจนตัวเองยังตกใจ “พี่รู้ตัวรึเปล่าว่าทำอะไรอยู่”

“....”

“วาดสิ ปากกาที่อยู่ในมือนั่นแหละ วาดใหม่ให้หนูเลย ชดใช้คืนมา เอาให้เหมือนเด๊ะ ๆ แบบที่หนูเคยวาดไว้เลยนะ”

พูดจบก็เริ่มจรดปากกาลงในกระดาษแผ่นใหม่แล้วนิ่งอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้วาดอะไรลงไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

“วาดไม่ได้อ่ะ” ตอบออกมาในที่สุด หลังจากนิ่งไปพักใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่ฟังยังไงก็ไม่สลด กับสีหน้าที่ดูยังไงก็ไม่ได้สำนึกผิด “แม้แต่นิดเดียว”

“คิดว่าพูดแค่นี้แล้วจะไปง่าย ๆ รึไง จะยังไงก็ต้องวาด ชดใช้มาสิ” เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่สติหลุดจนลืมไปแล้วว่าผู้จัดการยืนอยู่ข้างหลัง และลูกค้ากำลังเดินเข้าร้านมา ผู้จัดการเห็นท่าไม่ดีเลยรีบไล่ไอ้คนนั้นเข้าไปหลังร้าน ส่วนแป้งต้อนรับลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามา

ด้วยความที่ว่าเป็นคนที่เดือดแล้วลงไม่ได้ง่าย ๆ ภายในเวลาหนึ่งนาที สีหน้าปรับอารมณ์ไม่ทัน การจัดการวางตะแกรงมันทอดลงน้ำมันเลยกลายเป็นโยน การการเปิดปิดตู้เลยการเป็นการดึงและผลักตู้ และจากการยิ้มรับเลยกลายเป็นการถลึงตาใส่ย่างควบคุมไม่อยู่ วันนั้นทั้งวันเลยถูกไล่ไปอยู่ร้านขายไอติมนอกร้าน ให้ไปสงบสติอารมณ์คนเดียวเพราะใครพูดอะไรก็ไม่เข้าหู

(แต่หลังจากลูกค้าชุดนั้น (ที่เราอยากขอโทษมาก ๆ) เราก็ยิ้มให้ลูกค้าได้ตามปกตินะ แต่กับคนใกล้ตัวบอกให้ยิ้ม ยิ้มไม่ออกว่ะ สุดจะทน)

วันนั้นทั้งวันร้านเลยตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึมแบบสงครามเย็น เรากับไอ้นั่นไม่สบตากันอีกเลยนับแต่นั้น

 

วันนี้แป้งไปทำงานอีก แต่ไอ้บ้านั่นหยุดงาน ซึ่งทำให้เราแฮปปี้มาก จะเป็นจะตายยังไงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานี่ คิดอย่างงี้จริง เพราะยังโกรธไม่หาย พี่อีกคนนึงที่รู้เรื่อง แต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็เข้ามาคุยกับเราในตอนเช้า

“เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นเหรอ ความจริงพี่ก็ได้ยินคนเล่าให้ฟังแล้วล่ะ แต่อยากฟังอีกทีกลัวเล่าไม่เหมือนกัน”

เริ่มต้นมาดูดี อารมณ์ก็ไม่ได้เลวร้าย เราก็เล่าไปให้ฟัง

“อืมม เราก็นะ พี่เค้าไม่ได้ชำนาญทางด้านศิลปะนี่นา แล้วเค้าจะวาดให้เหมือนได้ยังไง”

ฟังดู (เหมือนจะ) พูดปลอบ หรือกระตุ้นให้คิด หรือให้เราสำนึกอะไรสักอย่าง แต่มันฟังดูคล้าย ๆ เค้าจะว่า ๆ เราผิดเลยนิ เราก็คิดไปว่าเค้าคิดเข้าข้างไอ้นั่นหรือเปล่า

เราก็ไม่คิดว่าตัวเองผิดนะ

 

 

“พี่... ลองคิดดูนะ ถ้ามีเครื่องลายครามวางอยู่เนี่ย เป็นพี่พี่จะเข้าไปกรีดหรือขีดเขียนอะไรเล่นมั้ย”

“คงไม่หรอกนะ เพราะมันมีมูลค่า มีราคา พี่ไม่มีปัญญาที่จะชดใช้ จริงมั้ย”

“แล้วทีนี้ลองเอามาเปรียบเทียบกับรูปของหนู ใช่ มันก็แค่รูป ๆ หนึ่ง ไม่มีมูลค่า ไม่มีราคา หนูก็โทษพี่หรือไอ้นั่นไม่ได้หรอกเพราะในสายตาของคนอื่น นอกจากพวกพี่ก็คงว่ามันไร้สาระเหมือนกัน แต่พี่ไม่คิดบ้างเหรอว่า มันเป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่เจ้าของบรรจงสร้างมันขึ้นมาด้วยความพยายามและให้ความสำคัญ”

“หนูก็มีความฝันของหนู หนูอยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักวาดการ์ตูน และนั่นคือสิ่งที่ไอ้นั่นเพิ่งจะทำลายไป  เศษส่วนของความฝันซึ่งหากมันเสร็จสมบูรณ์มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในแฟ้มผลงานของหนูก็ได้ ซึ่งหนูก็คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นแน่ แล้วมันมีสิทธิ์อะไรถึงมาทำลายความฝันของหนู”

“ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่ชำนาญทางศิลปะ แล้วจะมาทำลายทำไมถ้าไม่มีปัญญาชดใช้คืน”

“กับเครื่องลายครามที่ยกมาเป็นตัวอย่างเมื่อกี้น่ะ เป็นใครก็คงไม่ทำลายหรอกเพราะมันอาจมีมูลค่าหลายพัน หลายหมื่น หรืออาจจะเป็นแสน เป็นล้าน รูปหนูจะขายรูปละสิบบาทยังอาจไม่มีคนซื้อ แต่อย่างน้อย ๆ นะ”

“อย่างน้อยความฝันของหนู มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะประเมิณค่าหรือซื้อหาได้ด้วยเงิน!!

 

 

 

สะใจ... เงียบไปเลย

 

เพิ่มเติม

ปล. ถ้าขอโทษออกมาสักคำคงไม่โกรธขนาดนี้หรอก -*-

 

Comment

Comment:

Tweet


ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับ "คุณค่าทางจิตใจ" จริงๆ
ในฐานะที่เค้าก็วาดรูป(บ้าง... แหะๆ)เหมือนกัน
ถ้าใครมาแตะต้องภาพเค้า เค้าตบแม่งคว่ำแน่ๆ
สิ่งของอย่างเครื่องลายครามนั่นยังน้อยไป...
งานศิลปะ (ขอใช้คำนี้) มันเป็นอะไรที่ masterpiece ชิ้นเดียวในโลก ไม่มีทางทำได้ใหม่หรอก
หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถกู้ "ความภูมิใจ" นั้นขึ้นมาได้อีก
อ่านแล้วเค้าอินอย่างแรงอ่ะแป้ง
ไอ้ตะกวดป่านี่เลวมาก ยืนยัน!
...จริงๆ ค้าว่าเค้าควรมาช่วยปลอบนะเนี่ย
แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เค้าคิดนี่!
เป็นเค้า เค้าไม่มีวันญาติดีกับไอ้สารเวรนี่อีกตลอดชีวิต
จนกว่าคำว่าสั้นๆ ที่อานุภาพมหาศาล "ขอโทษ" จะออกมาจากปากมันนั่นแหละ
แล้วพี่นั่นก็พูดไม่ถูก
ดีมากแป้ง ที่สวนพี่นั่นไปแบบนั้น
เค้าภูมิใจในตวแป้งมาก! ที่พูดอะไรแรงๆ ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ฮ่าๆ
ซึ่งไม่เหมือนเค้า angry smile

Hot!
#4 by \/ /\ N ∑ Z Z /\ At 2010-03-07 23:35,
Hot!
เรื่องสุดยอดเลย

ถ้าเป็นเรา เราก็โมโหนะ
แต่ก็เย็นไว้ ละ^^
#3 by ปวดตับ At 2010-03-06 22:12,
เข้าใจความรู้สึก

เราอุส่าต์ทำมันด้วยใจ
#2 by DELETE At 2010-03-06 22:09,
แง้ะ แต่ก็นะถ้าเป็นกรก็คงจะรู้สึกไม่ดีเลย
ถ้ามีคนมาแต่งเติมภาพที่เราตั้งใจวาด
.
.
ออกแนวโมโหมากด้วยซ้ำ
แต่อย่างว่าแหละ
เค้าคงคิดว่าเราแค่วาดเล่น ๆ
#1 by i-KornCoins At 2010-03-06 21:47,

pang neko
View full profile