2010/Mar/01

เอนทรี่นี้ยาวนึดหนึ่ง แต่อยากให้มีคนอ่านจนจบ

แล้วช่วยบอกเราทีว่า นี่เรียกว่าบ้าหรือเปล่า

แล้วคนที่บ้านั้นคือ...

 

เราเป็นเด็กทำงานพิเศษอยู่ที่พันธุ์ทิพย์งามวงศ์วานค่ะ
เรื่องมีอยู่ว่ามักจะมีชายคนหนึ่งมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นเสมอ
พร้อมลักษณะพิเศษง่ายต่อการจดจำ (แม้แต่ในคนประเภทปลาทองอย่างเรา)
ดังนี้

·       หมวกแก๊ป
·       เสื้อยืดโทนสีน้ำเงินหรือลายพระอิศวร เห็นบ่อยมากกก
·       วัยเกือบจะกลางคน
·       ผิวคล้ำแดดและรอยยิ้ม

ชอบยืนอยู่ในระยะที่เหมือนจะไม่ใกล้ไม่ไกล
ดูเป็นคนปกติ พูดจาเหมือนจะมีหลักการ
แต่ถ้าฟังไปนาน ๆ จะรู้ว่าหาสาระมิได้เหมือนพูดไปวัน ๆ

ตัวอย่างบทสนทนา 

เป็นไงครับสบายดี? (กระพริบตาให้ข้างหนึ่ง /wing)
     ค่ะ ก็ดี
วันนี้น้องเสื้อขาวไม่มาเหรอ (รุ่นพี่ของในร้านของเราเองแหละ)
     ไม่มาอ่ะค่ะ 

ก็ยังปกติในความคิดเค้า มีลูกค้าเข้ามาทักทายบ่อย ๆ
รุ่นพี่ของเราก็หน้าตาสวย น่ารัก มีคนมาจีบบ่อย ๆ .
..ก็ปกติ
 

คุณไม่ต้องกลัวผมนะครับ ผมเป็นคนดี
ผมขอคุยด้วยเพียงแค่สามวินาทีผมก็ไปแล้ว(พูดไปก็เก๊กหน้าไป ทำเล่นหูเล่นตา)               
     ออค่ะ (ตอบส่ง ๆ ไป)
 

ไอ้เราก็นึกขำ เดี๋ยวนี้เค้ามีมุกแบบนี้มาจีบสาวด้วยหรือนี่
ระหว่างนั้นเราก็เริ่มนับวินาทีในใจ จนผ่านไปห้านาที
รับลูกค้าไปได้สิบคน เขาก็ยังคงยืนอยู่ ณ จุด ๆ นั้น
พอลูกค้าขาดช่วงปั๊บ เราก็เริ่มบทสนทนาปุ๊บ 

ลูกค้าเยอะนะครับ               
     ค่ะ ก็เยอะอยู่
คุณคิดบ้างไหมครับ... (เว้นช่วง เหมือนจะให้เราถาม)               
     คะ? (ตามเค้าเสียหน่อย)
ว่าเราทุกคนล้วนอยากเป็นที่หนึ่งในใจใครสักคน

อืมมม เหมือนจะมีหลักการ... เริ่มรับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างแหม่ง ๆ แต่ก็ตอบไป 

     ค่ะ
คิดเหมือนกันเลยนะครับ โอ๊ะ เดี๋ยวผมต้องไปแล้วครับ ถึงสามวินาทีตามที่ผมบอกแล้ว
(ทำหน้าตาเสียดาย ไม่ก็คาดหวังให้เรารู้สึกอย่างนั้น แต่เราก็เปล่านะ)

แล้วเขาก็เดินไป ช่วงว่าง ๆ ไม่มีลูกค้า เราก็หยิบปากกามา
วาดรูปเล่น
หรือเขียนอะไรเล่นไปตามประสาห้านาทีมันก็กลับมาใหม่ พร้อมรูปแบบเดิม  

/wing กระพริบตาส่งให้สบายดี? (เมื่อกี้แกถามแล้วครั้งหนึ่งไม่ใช่รึ...)               
     พยักหน้า
เขียนอะไรอยู่หรือครับ               
     เปล่าค่ะ ก็ขีด ๆ ไปเรื่อย
เหรอครับ ...อย่างนั้นผมยืมกระดาษกับปากกาสักครู่ได้ไหมครับ
     ผมจะเขียนอะไรให้สักอย่าง (เก๊กหน้า)
               

อยากรู้... อยากรู้มากว่าเค้าจะเขียนอะไรเลยยื่นให้ 
หายไปสักประมาณชั่วโมง เราก็ได้แต่รอ
รอว่าเมื่อไหร่จะได้ปากกาคืน
แล้วในที่สุดเค้าก็กลับมาพร้อมกับ...

รูปขั้นบันไดสามขั้น กับตัวเลขสาม สอง และหนึ่งอยู่บนบันไดขั้นบนสุด               

     ...(อึ้ง งงด้วย ชั่วโมงหนึ่งได้แค่เนี้ย?)
รู้ไหมครับว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร               
     ส่ายหน้า
มันหมายถึง แต่ละคน ล้วนแต่อยากเป็นที่หนึ่งในใจของใครสักคนเสมอไงครับ               
     เหรออออออ (คิดในใจนะ)
คุณอยากให้ผมเขียนอะไรไหมครับ ผมจะเขียนให้               
     ไม่ดีกว่าค่ะ แล้วก็ขอปากกาคืนด้วยค่ะ
อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ สักอย่าง จะให้ผมเขียนอะไรก็ได้
...อะไรสักอย่างที่อยู่ในหัวใจของคุณ (ส่งสายตาแบบ...ยังไงไม่รู้มาให้ แล้วจ้องค้างอยู่อย่างนั้น)

อู้ววว ประโยคเด็ดโดนใจอย่างไม่น่าพลาดที่จะนำมาเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับรู้
เราขนลุกเลยทีเดียวค่ะ โปรดคิดภาพตามนะคะ) เราก็ส่ายหน้า เค้าทำหน้าผิดหวังแล้วยื่นปากกากับกระดาษคืนมาให้

ผมต้องไปแล้วล่ะครับ หวังว่าเราคงจะได้พบกันอีก


     ใคร ใคร้ ใครหวัง ไหน ไหนคนที่หวัง (คิดในใจนะคะ)
     ยะฮิ้ววว ในที่สุดมันก็ไป แต่ความสุขนั้นไม่ยืนนาน
     เวลาผ่านไปห้านาที เขาก็กลับมาอีกครั้ง
 

สบายดี? (กระพริบตาส่งให้)

ถึงตอนนี้เราแทบจะเอาหัวโหม่งเครื่องทำไอติมตายเลยค่ะ (หัวของมันนะ) มันวนเวียนอยู่อย่างนี้ประมาณสิบกว่ารอบได้ ซึ่งมันทำให้เราตระหนักว่า เขาคงมิใช่คนปกติแล้วแหละ สำหรับคนที่รู้ได้ก่อนเรามีไหมไม่รู้นะคะ แต่เรามันพวกความรู้สึกช้านี่นา รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนบ้าที่ไปคุยกับเค้า ยิ้มให้เค้า หัวเราะบ้าง หลังจากที่เราดวงตาเห็นธรรมแล้ว เราก็เลยทำเฉย ๆ เสีย เค้าก็ยังคงมาคุยด้วยอยู่ แต่พอเราไม่ตอบกลับ เค้าก็ทำหน้าเศร้า 

เสียดายนะครับที่น้องเสื้อขาวไม่มา เค้าเป็นคนดี มีรอยยิ้มเสมอ 

อ้าว เราไม่มีรอยยิ้ม กลายเป็นคนไม่ดีเรอะ จากนั้นก็บ้าจี้ ยิ้มให้เค้าไป เค้าก็ยิ้มตอบ  ความซวยมาเยือนสิคะ เมื่อมันวนเวียนมาไม่ขาดนับแต่นั้นมา (เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า อย่าบ้าจี้ตามใคร ๆ ง่าย ๆ)แต่หลังจากที่เรารู้ถึงสัจธรรมอีกข้อ เราก็ไม่ยิ้มให้เค้าอีกเลยหลังจากเหตุการณ์ที่เราพบกันนั้น มัน (เปลี่ยนสรรพนามหน่อย) ก็มาหาเราทุกวัน ๆ ที่เรามาทำงาน แต่เราก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ไม่มอง ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ให้มันคิดว่าเราสนใจเลยจนกระทั่งวันหนึ่ง มันคงอดทนต่อไปไม่ได้               

ยิ้มหน่อยสิครับ ไม่สบายใจอะไรปรึกษาผมได้นะครับ               

มองหน่อยสิครับ ผมอยู่ตรงนี้ นี่ไง นี่ไง                

พยายามเดินมาดักสายตาเรา และเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ 

แย้กกกกก แว้กกก ว้ากกก มันมีความพยายามเนอะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 

เป็นอย่างนี้มาตลอดสามสัปดาห์ที่เราไปทำงาน ช่วงนี้เองที่เราเริ่มกลายเป็นโรคจิตคล้ายคนเป็นโรคฮิสทอเรีย ชอบให้เราอยู่ในสายตาคนใกล้ชิดตลอดเวลา เรียกร้องความสนใจ โดยการส่งเสียงเรียกใครก็ได้ที่อยู่แถวนั้นทุกครั้งที่เห็นมัน และโดยการลากเพื่อนร่วมงานชายที่อยู่แถวนั้นมายืนขายเป็นเพื่อนเราตลอด ไม่กล้าอยู่คนเดียว และที่สำคัญ เราไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยหากเราไม่เห็นมันอยู่ในสายตา ไม่รับรู้ว่ามันกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน และเรา ก็กลายเป็นโรคกลัวหมวกแก๊ป!!!

อาการนี้เป็นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนคนที่ทำงานด้วยเริ่มลำบาก อาจจะเหมือนว่าเรา ทำเกินไป แต่ถ้ามาเป็นเราจะรู้ว่ามันน่ากลัวนะคะ ที่มีคนที่เราก็รู้ว่าใคร มาคอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลา พยายามหาทางที่จะเข้ามาใกล้ ๆ เรา โดยที่เราไม่ยินยอม  และต่าง ๆ นานาความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมา เราได้เรียนรู้ว่า

มันมีความพยายาม               

พยายามเดินไปอยู่ในที่ที่เราจะต้องมอง เพื่อให้มันอยู่ในสายตาเราในยามที่มันต้องการ               

พยายามเดินมาใกล้ ๆ เรา ให้มากที่สุด แต่อยู่ในระยะที่ใคร ๆ ในร้าน จะไม่สามารถตามจับมันได้ทัน               

พยายามเรียกร้องความสนใจในระยะไกลโดยการร้องเพลงรักดัง ๆ ให้เราหันไปมอง

และรุ้ว่าเป็นมัน ...

มันฉลาด               

ครั้งหนึ่งมีคนมาถามเราว่าคนนี้เค้าเป็นคนปกติหรือเปล่า เค้ามากวนอะไรเราไหม มันตอบอย่างมั่นใจว่า เปล่าครับ ผมเดินมาคุยกับน้องสาว แล้วมันก็ชี้มาที่เรา               

มันเข้ามาตีซี้กะผู้จัดการของเราเพื่อที่จะสามารถเดินมาในบริเวณร้านได้โดยสะดวก               

เมื่อมีคนคิดสงสัย มันแกล้งเข้ามาซื้อไอติม (แต่แอบกระซิบถามว่า มีเงินอยู่ห้าบาท ช่วยสู่ขอน้องเสื่อขาวให้มันได้ไหม

...ตกลงมันชอบน้องเสื้อขาวแล้วมายุ่งกะเราเพื่ออออออ

แต่เราไม่หวังให้มันชอบเราหรอก ไม่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ) 

มันอาจจะรวยอย่างที่มันเคยคุยไว้           

เมื่อเราไม่ให้มันยืมปากกา มันไปหาซื้อมาเองได้               

มันมีโทรศัพท์แบบถ่ายวีดีโอได้ และมันเอามาถ่ายเราตอนเราขายของ และยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่               

มันเดินไปซื้อของในเซเว่นได้ โดยไม่ผิดปกติอะไร แต่เราไม่อยู่ดูหรอกว่ามันซื้ออะไร 

อะไรวะเนี่ยยยยยย

ในที่สุดผู้จัดการก็คุยกับเราเรื่องนี้และสรุปโดยการบอกว่า ปล่อยเค้าไปเถอะ ถ้าเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไรถ้าไม่มีคนมาสนใจเราเลย เค้าไม่ได้อยากเกิดมาเป็นอย่างนี้หรอก แต่ในเมื่อเค้าเป็นแล้ว เราไปทำกับเค้าแบบนี้ไม่สงสารเค้าบ้างเหรอ คุยกับเค้าดี ๆ บ้างสิ เราต้องมีความรู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 

คุณผู้จัดการคะ คุณสงสารเค้าแล้วฉันล่ะสรุปว่าเราผิดใช่ไหมเนี่ย แล้วสรุปว่า นี่เรียกว่าคนบ้าหรือเปล่าแล้วตกลงว่าใครบ้ากันคะเนี่ย เค้า หรือเรา หรือ... 

ใครก็ได้สรุปให้เราที 

 

ปัจฉิมลิขิต

ทุกวันนี้เค้าก็ยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้นเสมอทุกวันนี้เราก็ยังคงเป็นโรคกลัวหมวกแก๊ปไม่หายทุกวันนี้ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ขอให้ฉัน  ได้ระบายสักนิดเท้อออออ

อ๊ากกกกกกกก

 

Comment

Comment:

Tweet


sad smile น่าเห็นใจ ทำงานไร เดี๋ยวไปทำเป็นเพื่อน ฮา
#1 by Kinno61 At 2010-03-01 16:35,

pang neko
View full profile