2009/Nov/04

ปลายฝน เริ่มต้นหนาว
แม้ปวดร้าว ไม่ไหวหวั่น
แล้งใด จะฝ่าฟัน
รอฟ้าผัน วันแสงคืน

เริ่มต้นหน้าหนาวแล้ว ฝนเริ่มน้อยลง อากกาศเริ่มหนาวขึ้น
ใบไม้บ้านแป้งผลัดใบได้เยี่ยมมาก เต็มพื้นไปหมดแล้ว แง ๆ ๆ กวาดมิหวาดมิไหว
พรุ่งนี้จะเปิดเทอมแล้ว เริ่มต้นเทอมใหม่กับฤดูหนาววว สู้โว้ย!!
เอาคะแนนที่หายไปกลับคืนมา สู้ ๆ สู้ ๆ


จะกล่าวถึงตำนานของฤดูหนาวอีกภาคหนึ่ง
นอกเหนือจากตำนานของดิมิเทอร์ กับ เพอเซโฟนี่
เป็นตำนานของเฟรย่า เทพีแห่งความรัก การเกษตร และการสงคราม

ขอเริ่มด้วยประวัติของเทพีเฟรย่า

เฟรย่าคือธิดาของนจอร์ด เทพแห่งสายลมและท้องทะเล กับ เนอร์ธัส น้องสาว
มีพี่ชายฝาแฝดชื่อว่า เฟรย์ เป็นเทพแห่งดวงตะวัน
เฟรย่าเป็นเทพสองบุคลิก
คือบุคลิกที่อ่อนหวาน งดงาม ยามเมื่ออำนวยพรแห่งรัก
และด้วยความรอบรู้ศาสตร์แห่งแม่มด มีพลังเหนือชีวิตและความตาย
อีกบุคลิกของเธอจึงดุดัน โหดร้าย จนกระทั่งเทพโอดีนมอบหมายตำแหน่ง
ผู้นำของเหล่าวัลคีรี นางฟ้ายมทูตผู้นำวิญญาณผู้กล้าในสนามรบมาสู่แดนสวรรค์

ด้วยความที่เธอเป็นเทพีแห่งรัก และมีความงดงามเหนือปวงเทพีอื่น
เธอจึงปรารถนาสิ่งสวยงามเป็นที่สุด
เมื่อได้ยินคำลือถึงสร้อยที่งดงามที่สุด บริซิงกาเมน ก็นึกอยากได้
จนกระทั่งยอมทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงมา
ทั้งเสพสุขกับคนแคระผู้สร้าง หรือบันดาลสงครามช่วงชิงวิญญาณนับร้อยพัน
จึงเห็นได้ชัดถึงกิเลศตัณหา ความใคร่ปรารถนาช่วงชิง อันเป็นด้านมืดของความรัก

กล่าวถึงตำนานของฤดูหนาวอันเกี่ยวพันถึงความรักที่ห่างเหินของนาง

เฟรย่าเป็นภรรยาของโอเดอร์เทพแห่งดวงตะวัน
มีลูกสาวสองนางคือ เจอเซมิ กับ นอส ซึ่งงดงามมาก
ช่วงเวลาที่สี่คนอยู่ด้วยกันเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและมีความสุข
แสงจะส่องสว่าง พืชผลจะงอกงาม เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์

จวบจนกระทั่งวันหนึ่งโอเดอร์สังเกตว่าไม่มีดอกไม้แห่งรักในสวน
จึงสงสัยในความรักของเทพีเฟรย่าที่มีต่อตน
เนื่องเพราะเฟรย่าไม่เคยปฏิเสธผู้ที่ต้องการนาง
ผู้อยู่ในฐานะเทพีแห่งความรักและความเมตตา
จึงถูกหลอกลวงโดยภูติบุปผาที่หลงใหลในตัวโอเดอร์
จนถึงขนาดยืมพลังความมืดจากเผ่ายักษ์
และถูกลักพาตัวไปซ่อนไว้ ณ ใต้ ผืนแผ่นดิน
แสงสว่างจึงจางหายไปจากแอสการ์ดดินแดนเทพ

เฟรย่ากลับมาจากภารกิจล่าดวงวิญญาณ
พบว่าประกายแสงแดดได้จางลง ดอกไม้แห่งรักเริ่มเหี่ยวเฉา
จึงได้รู้ว่าโอเดอร์ได้หายไปจากดินแดนเทพเสียแล้ว

เฟรย่าสวมเสื้อขนเหยี่ยว นั่งรถเลื่อนที่ใช้แมวลาก
ออกเดินทางเพื่อตามหารัก ณ แผ่นดินของมนุษย์
ช่วงเวลานั้นคือฤดูหนาวอันโหดร้าย
พืชผลไม่อาจงอกงามขึ้นจากผืนดิน
ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและความเหน็บหนาว
ในขณะที่ตามหารักนั้น น้ำตาของนางไม่เคยเหือดแห้ง
ร่วงหลั่งลงสู่ผืนดิน กลายเป็นทองคำ

ทว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการจากนางคือพืชผล หาใช่น้ำตาทองคำไม่
แต่ทว่าเวลานั้น นางสูญเสียแสงสว่างและความรัก
จึงไม่มีพลังที่จะบันดาลความอุดมสมบูรณ์
สิ่งที่ให้ได้ ณ ช่วงเวลานั้น มีเพียงน้ำตาทองคำ
ที่ไหลรินเพื่อคนที่รักเท่านั้น

ช่วงเวลาของการออกตามหาอันยาวนาน มาถึงจุดลำบากเมื่อ...
เหล่าแมวลากเลื่อนอันเป็นเครื่องหมายแห่งความรักและการให้กำเนิด
ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ในฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยความทรมานและความตาย
ทันใดนั้นแว่วเสียงนกแจ้งฤดูใบไม้ผลิเปล่งเสียงบอกเฟรย่า
ว่าเบื้องหน้าอันเป็นดินแดนของยักษ์
ยักษ์ซ่อนแสงสว่างไว้ใต้ผืนดิน หากเป็นเช่นนี้ฤดูหนาวคงไม่มีวันสิ้นสุด

คำพูดนั้นสะเทือนใจนักจนไม่อาจทนได้
ตะโกนเรียกชื่อชายที่รักก้องไปในสายลมหนาว จนกระทั่งโอเดอร์สดับยิน
และได้สติกลับคืนมา ยักษ์เกรงแสงสว่างจะหนีออกมาได้จึงได้
จึงออกมาขัดขวางเฟรย่า

ครั้นเมื่อได้ประจักษ์ความงามของนางจึงก่อเกิดความปรารถนา
เข้าปลุกปล้ำด้วยคิดว่าเฟรย่าสูญเสียพลังแล้วเนื่องเพราะ
นางได้ถูกช่วงชิงความรักและเมตตา แต่ก็ต้องสำนึกทีหลัง
เมื่อร่างกายของยักษ์นั้นค่อย ๆ สูญสลาย

เมื่อความรักและความเมตตาถูกแย่งชิงจนไม่อาจมอบการกำเนิด
จึงเหลือเพียงความโหดร้ายอันจะมอบความตายแก่ผู้ที่เกลียดชัง
นางจึงได้รู้ตัวว่าตัวนางนั้นเป็นเทพแห่งความตายในขณะท่องไปในโลกมนุษย์
ต้องการความรักและแสงสว่างถึงขนาดแย่งชิงชีวิตบนผืนดิน

ทันใดนั้นแผ่นดินก็ทรุดลง
น้ำตาทองคำที่ไหลรินเพื่อคนที่รักตกลงไปในรอยแยกนั้น
ทำให้โอเดอร์เข้าใจถึงความรักที่เฟรย่ามีให้ตนและตนมีแก่เฟรย่า
ที่สวนของเฟรย่าไม่มีดอกไม้แห่งรัก เพราะนางมอบมันแก่ชีวิตทั้งมวล
แสงสว่างจึงกลับคืนมาเติมเต็มความรักในหัวใจ
สลายพลังแห่งความตายให้เลือนหาย
คืนพลังเมตตาให้ผืนดิน ขับไล่ฤดูหนาวที่น่ารังกียจสิ้น

นั่นคือตำนานของฤดูหนาวอันโหดร้าย
และตำนานฤดูใบไม้ผลิที่ฟันฝ่าฤดูแห่งความตาย
กับสายแร่ทองคำที่หลับใหลใต้ผืนดิน คือน้ำตาเทพีที่ร่ำไห้เพื่อความรักนั่นเอง

** บางตำนานว่า...**

ด้วยนิสัยของ โอเดอร์ เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน
โอเดอร์ชอบผจญภัยไปในแผ่นดินทั่วโลก

โอเดอร์ ตื่นขึ้นมาในวันหนึ่ง สูดกลิ่นหอมของฤดูร้อนอันหอมหวลยากห้ามใจ
จู่ๆ เขาก็ออกเดินทางไปจากแอสการ์ดโดยไม่ได้บอกใคร
เมื่อ เฟรยา ตื่นพบสามีหาย เธอเริ่มร้องไห้น้ำตาร่วงเป็นสายลงพื้นโลก
และแทรกตัวลึกในเนื้อหิน
กลายเป็นสายแร่ทองคำ

เมื่อไม่มี โอเดอร์ ในแอสการ์ด
เฟรยาจึงสวมเสื้อขนเหยี่ยวออกเดินทางทั่วโลกทั้งที่เคยและไม่เคยไป

ตลอดเวลาเธอร้องไห้ตามรายทาง ( ทำให้พบทองคำทั่วโลก )
เฟรยา เดินทางยาวนาน จนที่สุดก็พบ โอเดอร์ ณ แดนใต้
เขากำลังเอนหลังพิงต้น เมอร์เทิล - Myrtle อย่างขี้เกียจ
เฟรยา ไม่ถามไม่กระบึงกระบอนที่สามีหายไปไม่บอกกล่าว
เธอได้แต่ความดีใจที่พบสามีอีกครั้ง


เทพีแกล้งให้สามีประหลาดใจ
โฉบลงหลังต้นไม้ เก็บเอาดอกและใบเมอร์เทิลนั้น

ควั่นเป็นมงกุฏดอกไม้สวมศีรษะตนแล้วโผล่ออกจากที่ซ่อน

ความสดใสของดอกไม้และความงามของเธอ

ทำให้ภาพของเธอเหมือนวันแรกที่ทั้งสองแต่งงานกัน

( อันนี้น่าจะเป็นต้นเหตุว่าทำไมเจ้าสาวชาวเหนือ
จึงสวมมงกุฏดอกเมอร์เทิลในวันแต่งงาน
)

ทั้ง โอเดอร์ และ เฟรยา ต่างดีใจที่ได้พบกัน
การเดินทางของเขากลับไม่น่ารื่นรมย์เท่าภรรยา

ทั้งสองจึงจูงมือกันกลับแอสการ์ด ช่วงเวลาแห่งควมสุขนี้
ธรรมชาติก็ฉลองให้แก่ทั้งคู่ด้วยการสร้างดอกไม้ใบไม้ของหน้าร้อนสะพรั่ง

Comment

Comment:

Tweet


ก่อนอื่น ขอโทษที่มาตอบช้า
ไม่เห็นว่าแป้งอัพง่า
งอนเค้ามั้ยเนี่ย angry smile

เหมือนเคยอ่านตำนานนี้แฮะ แต่คนละเวอร์ชั่น
รู้สึกว่าตำนานเทพนิยายนี่ อ่าน 100 ที่ ก็ต่างกัน 100 เวอร์ชั่นsad smile

คนกรีกนี่ยอดนักเล่าตำนานเลยแฮะ อธิบายได้ทุกเรื่องจริงๆ big smile
#2 by \/ /\ N ∑ Z Z /\ At 2009-11-08 18:25,
ชอบฤดูหนาวสุดๆไปเลยละคับ ^^
#1 by HostChan* At 2009-11-04 19:57,

pang neko
View full profile