ตำนานกระหายเลือด
เข้าไปท่องเว็ปเด็กดีที่ไม่ค่อยได้เข้าไปบ่อยนัก แล้วก็โป๊ะเช๊ะ
บทความของคุณ Cammy นี่แหละใช่เลย
เห็นว่ามันน่าสนใจดีก็เลยขอยกตัวอย่างนำมาอ้างอิงในบล๊อกให้ชาวเอ๊กทีนดูกันมั่ง
ไม่รู้คนอื่นๆจะสนใจเรื่องแบบนี้กันบ้างหรือไม่
แต่สำหรับแป้งแล้ว มันเป็นสิ่งที่แป้ง "กระหายใคร่รู้"(ขอใช้คำนี้เลย)
บอกตามตรงว่ากลัว แต่ก็ชอบศึกษาเรื่องแบบนี้
แบบไหนนั่นหรือ มาดูสิคะ
1. ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ ปีเตอร์ เคอร์เทน (Peter Kurten)
ฆาตกรผู้ทำให้เยอรมันต้องหวาดผวาต่อความโหดร้ายของเขา เนื่องจากเหยื่อที่เขาสังหารมักจบชีวิตโดยถูกปาดคอที่หลอดลมนอนจมกองเลือด และบางศพมีรอยดูดเลือดด้วย แสดงถึงความวิปริตที่ติดตัวเป็นนิสัย และความหวาดกลัวนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศเยอรมันมาแล้ว
ปีเตอร์ยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อศาลอย่างสงบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการฆ่า การดื่มเลือดจากศพ เขาให้การต่อศาลว่า
"ผมไม่ได้เลือกฆ่าคนเฉพาะคนที่ผมรักหรือเกลียด ที่พบขณะที่ผมเกิดความรู้สึกอยากฆ่า พูดง่าย ๆ คือฆ่าทุกอย่างที่ผมพบ ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ไก่ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ก็ตาม"
2. เคานท์เตสเลือด เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Erzsabet Bathory)
สำหรับเอลิซาเบธ บาโธรี่ ผู้เชื่อมคีย์เวิร์ดคำว่า "เลือด" เข้ากับ "ความงาม" เธอยังเป็นผู้ที่ฆ่าสาวพรหมจารีแรกรุ่นกว่า 600 ศพ เพื่อนำเลือดมาอาบพร้อมดื่มกินเพื่อธำรงความสาวของเธอ พฤติกรรมนั้นโหดเหี้ยมไม่ต่างพวกผีดูดเลือดทั้งหลาย จนเธอได้รับฉายาว่าเคานท์สาวกระหายเลือด และได้บันทึกเป็นสถิตว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าเหยื่อมากที่สุดในโลกจนยากที่ไม่มีใครจะกล้าทำลายสถิตของเธอ และอีกสิ่งหนึ่งที่เอลิซาเบธ ทิ้งไว้ในประวัติศาสตร์โลกก็คือเครื่องมือทรมานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่ง Iron Maiden นั่นเอง
3. วลาด ดราคูล่า (Vlad Dracul) จอมเสียบแห่งโรมาเนีย
“แม้ตัวตายไปนานแล้ว แต่โลกยังจดจำเขาในฐานะตำนาน”
ผู้ปกครองเชื้อสายฮังการีแห่งโรมาเนีย ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรปในฐานะจอมเผด็จการที่เหี้ยมโหดแห่งยุค ความอำมหิตของวลาด ดราคูล่าได้กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาในหมู่ชาวโรมาเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยที่ชอบ “เสียบ” ศัตรูของเขา เหยื่อจะได้รับความทรมานและความหวาดกลัวเป็นเวลานานหลายวัน ก่อนที่จะค่อยๆ แห้งตายไปท่ามกลางแสดงแดดอันแผดจ้า
คำว่า “ดรากูล” แปลได้ว่าทั้ง “มังกร” และ “ปีศาจ” ที่จริงแล้วสกุลของเขาน่าจะแปลว่า ลูกของ “มังกร” แต่ด้วยความที่เขามีนิสัยที่โหดร้ายจึงมักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนามสกุลของเขาว่าแปลว่า ลูกของ “ปีศาจ” มากว่าที่จะเป็น “มังกร”
4. ริชาร์ด เทรนตัน เชส (Richard Trenton Chase) แวมไพร์กระหายเลือดแห่งซาคราเมนโต
ปี 1976 เป็นต้นมาเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้น ทั้งหมดเป็นฝีมือของริชาร์ด เชส หรือใครๆ มักเรียกเขาว่า “ริช” เหยื่อของเขาทั้งหลายเมื่อฆ่าและเขามักจะดูดเลือดไม่ก็เอากลับมาที่บ้านเพื่อทำน้ำอวัยวะปั่น เหยื่อของเขาส่วนมากเขาจะเลือกฆ่าแถวย่านซาคราเมนโตเป็นหลัก จนเขาได้รับสมญานามว่า “แวมไพร์แห่งซาคราเมนโต”เขามักวิตกอยู่เสมอว่า สักวันเลือดในตัวของเขาจะหมดลงกลายเป็นผง มันจะทำให้เขาตาย
ไม่เป็นไร เขาหาวิธีแก้เลือดของเขาเปลี่ยนสภาพได้แล้ว..... เลือดของคนที่เขาฆ่าไงละ! เขาจะต้องฆ่าแล้วจัดการดื่มเลือดเหยื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ริชจัดการผ่าศพเด็กชายนั้นอย่างแคล่วคล่องว่องไว จากนั้นก็ควักเอาอวัยวะภายในตัวเด็ก ออกมากองใส่ภาชนะอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน อวัยวะภายในที่สำคัญของเด็กคนนั้นถูกนำไปปั่นเป็นน้ำผลไม้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “เครื่องดื่มอวัยวะปั่นในน้ำเลือด” ที่ริชแสนโปรดปราน เขายกแก้วใส่อวัยวะปั่นปนเลือดขึ้นจิบด้วยความรู้สึกสดชื่น เขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เขาแก้อาการป่วยเขาได้แล้ว!
มันช่างรู้สึกดีจริงๆ ให้ได้อย่างนี้สิ!
5. จอห์น เฮกห์ ( John Haigh ) แวมไพร์น้ำกรด
จอห์น จอร์จ เฮกห์ (24 กรกฎาคม 1909 – 10 สิงหาคม 1949) เป็นฆาตกรต่อเนื่องในประเทศอังกฤษ ในช่วงปี 1940 เขาได้ฉายาว่า “ฆาตกรอาบน้ำกรด” อันเนื่องจากพฤติกรรมการฆ่าของเขาที่ละลายศพของเหยื่อในกรดซัลฟิวริก(กำมะถัน) ก่อนที่จะปลอมแปลงเอกสารเพื่อจะได้ขายทรัพย์สมบัติของเหยื่อ (มีรายงานว่าเขาดื่มเลือดเหยื่ออีกด้วย) เขาถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรมคน 6 คน แต่คาดว่าเขาน่าจะฆ่าเหยื่อไปเก้ารายก็ตาม ภายหลังเขาถูกจับกุม จอห์นเลือกที่จะไม่เลือกรับสารภาพเพราะเขามั่นใจว่าตำรวจไม่มีหลักฐานพอที่จะเอาผิดได้ แต่ด้วยผลลัพท์การหาหลักฐานทางนิติเวชส่งผลให้จอห์นถูกประหารในวันที่ 10 สิงหาคม 1949
6. อัลเบิร์ต ฟิช (Albert Fish) แวมไพร์แห่งบรูคลินน์
Albert Hamilton Fish (1870 - 1936) เป็นฆาตกรต่อเนื่องประเภทกินศพแห่งสหรัฐอเมริกา ฉายาของก็มีมีหลากหลาย เช่นผู้ชายสีเทา (the Gray Man), มนุษย์หมาป่าแห่งWysteria) (the Werewolf of Wysteria),แวมไพร์แห่งบรูคลินน์ (the Brooklyn Vampire)และ บูกี่แมน (The Boogeyman) เขาถูกกล่าวหาสังหารเด็กทั้งหมด 6 คน เพียงเพราะอยากกินเนื้อพวกเขา และเขาถูกประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า
อัลเบิร์ต ฟิช เป็นหนึ่งในฆาตกรโรคจิตสะท้านโลกไม่เป็นสองรองใครในเรื่องวิปลาสและความโหดเหี้ยมขณะสังหารเหยื่อ ความเพี้ยนของเขากลายเป็นต้นแบบของฆาตกรในยุคหลังๆ อยากทำตามอย่างเขาบ้าง แต่โดยรวมแล้วฟิชก็ยังแน่นเหนียวในการเป็นต้นแบบของฆาตกรกินคนจอมวิปลาสที่ติดอันดับต้นๆ ของโลกอยู่ดี
“........ผมเอาเนื้อเด็กนั้นกลับมาบ้าน เนื้อหนังท่อนล่างขอไอ้เด็กคนนั้นถือเป็นสุดยอดของเนื้อทั้งหลาย....ผมชอบนัก...ยิ่งตรงพวงอัณฑะกับไอ้จู๋เล็กๆ ของมันถือว่าเป็นสุดยอดเนื้อสวรรค์เพราะผมจะเอาไปอบในเตา ผมรู้ดีว่าไขมันของเนื้อส่วนนั้นทำให้เนื้อนุ่ม หอม อร่อย
ผมแล่เนื้อส่วนใบหูของมัน ใส่รวมกับจมูก ชิ้นส่วนของแก้มและพุงกะทิของมันออกมา จากนั้นก็เอาไปเคี่ยวรวมกับหม้อสตูว์ เมื่อเติมหอมหัวใหญ่ แครอท หัวผักกาด ขึ้นฉ่าย ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยผสมด้วยกัน มันกลายเป็นสตูว์รสเลิศ
ผมหันไปสาละวนกับการแล่เนื้อส่วนสะโพกและก้นของไอ้เด็กคนนั้น ตัดพวงอัณฑะและไอ้จู๋ของมันแยกออกไปแล้วล้างของดีพวกนั้นให้สะอาดเอี่ยม ส่วนก้นของมันนั้นผมเอาวางจัดใส่ถาดใหญ่ตกแต่งด้วยชิ้นเบคอนให้แต่ละก้นนั้นดูงดงามก่อนจะนำไปเข้าเตาอบนาน 15 นาที
เมื่อเปิดเตาอบออกมา กลิ่นเนื้อนั้นหอมฉุยเตะจมูก ผมสูดกลิ่นเนื้ออบอยู่นานพอดู ก่อนที่จะจัดหอมหัวใหญ่ 4 หัววางรอบถาด ผมบรรจงใช้ช้อนขนาดใหญ่ตักน้ำราดบนก้นอบช้าๆ ก่อนที่จะนำไปเข้าเตาอบต่อ 2 ชั่วโมง ครบเวลาการรอคอย ผมค่อยๆ เปิดเตาอบออกมา สูดกลิ่นเนื้ออบที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลช้าๆ ตักน้ำเกรวี่ราดลงไปด้วยใจระทึก แล้วบรรจงกินเนื้อนั้นอย่างหายอยาก รสชาติมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้อยู่สวรรค์ ผมกินเนื้อนั้นอย่างรู้คุณค่าความอร่อย 4 วันเต็มๆ
ผมหวนกลับไปไปกินพวงอัณฑะอบของมันตามไปด้วย รสชาติของมันช่างกรุบกรอบ หวานมันราวกับกินถั่วหรือลูกนัทอร่อยๆ ผมพยายามเคี้ยวให้ละเอียดเพราะกลัวมันจะหมดไวเกินไป สำหรับจู๋ของมันผมเคี้ยวไม่ไหว จึงโยนมันลงโถส้วมไป แม้จะเสียดายก็ตาม................”
(คำสารภาพของอัลเบิร์ต ฟิช ในขณะที่ถูกจองจำในคุก)
....
......
...
เอ่อ จะว่าแป้งบ้าหรือโรคจิตก็ไม่เป็นไรนะ ยอมรับ
อ่าแหะ
แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในโลก
ถ้ามองในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ (เฉพาะด้าน)
มันก็ไม่ได้เลวร้ายนะคะ อิอิ
.....อ่ะแฮม เสียมารยาท น่ะแก่ จะเม้นก่อให้ดีๆหน่อย) จร้าๆ รุล่ะ ขอโทดครับ รู้อย่างเด๋ว ว่ามันโรคจิต

