2009/Mar/16

ตำนานกระหายเลือด 

เข้าไปท่องเว็ปเด็กดีที่ไม่ค่อยได้เข้าไปบ่อยนัก แล้วก็โป๊ะเช๊ะ
บทความของคุณ Cammy นี่แหละใช่เลย
เห็นว่ามันน่าสนใจดีก็เลยขอยกตัวอย่างนำมาอ้างอิงในบล๊อกให้ชาวเอ๊กทีนดูกันมั่ง
ไม่รู้คนอื่นๆจะสนใจเรื่องแบบนี้กันบ้างหรือไม่
แต่สำหรับแป้งแล้ว มันเป็นสิ่งที่แป้ง "กระหายใคร่รู้"(ขอใช้คำนี้เลย)
บอกตามตรงว่ากลัว แต่ก็ชอบศึกษาเรื่องแบบนี้
แบบไหนนั่นหรือ  มาดูสิคะ

1.   ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ  ปีเตอร์ เคอร์เทน  (Peter Kurten)
               ฆาตกรผู้ทำให้เยอรมันต้องหวาดผวาต่อความโหดร้ายของเขา เนื่องจากเหยื่อที่เขาสังหารมักจบชีวิตโดยถูกปาดคอที่หลอดลมนอนจมกองเลือด และบางศพมีรอยดูดเลือดด้วย แสดงถึงความวิปริตที่ติดตัวเป็นนิสัย และความหวาดกลัวนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศเยอรมันมาแล้ว                 
               ปีเตอร์ยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อศาลอย่างสงบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการฆ่า การดื่มเลือดจากศพ  เขาให้การต่อศาลว่า             
               "ผมไม่ได้เลือกฆ่าคนเฉพาะคนที่ผมรักหรือเกลียด ที่พบขณะที่ผมเกิดความรู้สึกอยากฆ่า พูดง่าย ๆ คือฆ่าทุกอย่างที่ผมพบ ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ไก่ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ก็ตาม"

2.   เคานท์เตสเลือด เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Erzsabet Bathory)
               สำหรับเอลิซาเบธ บาโธรี่ ผู้เชื่อมคีย์เวิร์ดคำว่า "เลือด" เข้ากับ "ความงาม" เธอยังเป็นผู้ที่ฆ่าสาวพรหมจารีแรกรุ่นกว่า 600 ศพ เพื่อนำเลือดมาอาบพร้อมดื่มกินเพื่อธำรงความสาวของเธอ พฤติกรรมนั้นโหดเหี้ยมไม่ต่างพวกผีดูดเลือดทั้งหลาย จนเธอได้รับฉายาว่าเคานท์สาวกระหายเลือด และได้บันทึกเป็นสถิตว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าเหยื่อมากที่สุดในโลกจนยากที่ไม่มีใครจะกล้าทำลายสถิตของเธอ และอีกสิ่งหนึ่งที่เอลิซาเบธ ทิ้งไว้ในประวัติศาสตร์โลกก็คือเครื่องมือทรมานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่ง Iron Maiden นั่นเอง

3.   วลาด ดราคูล่า (Vlad Dracul) จอมเสียบแห่งโรมาเนีย
               “แม้ตัวตายไปนานแล้ว แต่โลกยังจดจำเขาในฐานะตำนาน
               ผู้ปกครองเชื้อสายฮังการีแห่งโรมาเนีย ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรปในฐานะจอมเผด็จการที่เหี้ยมโหดแห่งยุค ความอำมหิตของวลาด ดราคูล่าได้กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาในหมู่ชาวโรมาเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยที่ชอบ เสียบศัตรูของเขา เหยื่อจะได้รับความทรมานและความหวาดกลัวเป็นเวลานานหลายวัน ก่อนที่จะค่อยๆ แห้งตายไปท่ามกลางแสดงแดดอันแผดจ้า
               คำว่า ดรากูลแปลได้ว่าทั้ง มังกรและ ปีศาจที่จริงแล้วสกุลของเขาน่าจะแปลว่า ลูกของ มังกรแต่ด้วยความที่เขามีนิสัยที่โหดร้ายจึงมักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนามสกุลของเขาว่าแปลว่า ลูกของ ปีศาจมากว่าที่จะเป็น มังกร

4. ริชาร์ด เทรนตัน เชส (Richard Trenton Chase) แวมไพร์กระหายเลือดแห่งซาคราเมนโต
               ปี 1976 เป็นต้นมาเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้น ทั้งหมดเป็นฝีมือของริชาร์ด เชส หรือใครๆ มักเรียกเขาว่า ริชเหยื่อของเขาทั้งหลายเมื่อฆ่าและเขามักจะดูดเลือดไม่ก็เอากลับมาที่บ้านเพื่อทำน้ำอวัยวะปั่น เหยื่อของเขาส่วนมากเขาจะเลือกฆ่าแถวย่านซาคราเมนโตเป็นหลัก จนเขาได้รับสมญานามว่า แวมไพร์แห่งซาคราเมนโตเขามักวิตกอยู่เสมอว่า สักวันเลือดในตัวของเขาจะหมดลงกลายเป็นผง มันจะทำให้เขาตาย
                ไม่เป็นไร เขาหาวิธีแก้เลือดของเขาเปลี่ยนสภาพได้แล้ว..... เลือดของคนที่เขาฆ่าไงละ! เขาจะต้องฆ่าแล้วจัดการดื่มเลือดเหยื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
               ริชจัดการผ่าศพเด็กชายนั้นอย่างแคล่วคล่องว่องไว  จากนั้นก็ควักเอาอวัยวะภายในตัวเด็ก ออกมากองใส่ภาชนะอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน อวัยวะภายในที่สำคัญของเด็กคนนั้นถูกนำไปปั่นเป็นน้ำผลไม้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น เครื่องดื่มอวัยวะปั่นในน้ำเลือดที่ริชแสนโปรดปราน เขายกแก้วใส่อวัยวะปั่นปนเลือดขึ้นจิบด้วยความรู้สึกสดชื่น เขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เขาแก้อาการป่วยเขาได้แล้ว!
               มันช่างรู้สึกดีจริงๆ ให้ได้อย่างนี้สิ!  

5. จอห์น เฮกห์ ( John Haigh ) แวมไพร์น้ำกรด
               จอห์น จอร์จ เฮกห์ (24 กรกฎาคม 1909 – 10 สิงหาคม 1949) เป็นฆาตกรต่อเนื่องในประเทศอังกฤษ ในช่วงปี 1940  เขาได้ฉายาว่า ฆาตกรอาบน้ำกรดอันเนื่องจากพฤติกรรมการฆ่าของเขาที่ละลายศพของเหยื่อในกรดซัลฟิวริก(กำมะถัน) ก่อนที่จะปลอมแปลงเอกสารเพื่อจะได้ขายทรัพย์สมบัติของเหยื่อ (มีรายงานว่าเขาดื่มเลือดเหยื่ออีกด้วย)  เขาถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรมคน 6 คน แต่คาดว่าเขาน่าจะฆ่าเหยื่อไปเก้ารายก็ตาม ภายหลังเขาถูกจับกุม จอห์นเลือกที่จะไม่เลือกรับสารภาพเพราะเขามั่นใจว่าตำรวจไม่มีหลักฐานพอที่จะเอาผิดได้ แต่ด้วยผลลัพท์การหาหลักฐานทางนิติเวชส่งผลให้จอห์นถูกประหารในวันที่ 10 สิงหาคม 1949 

6. อัลเบิร์ต ฟิช (Albert Fish) แวมไพร์แห่งบรูคลินน์
                Albert  Hamilton Fish (1870 - 1936) เป็นฆาตกรต่อเนื่องประเภทกินศพแห่งสหรัฐอเมริกา ฉายาของก็มีมีหลากหลาย เช่นผู้ชายสีเทา (the Gray Man), มนุษย์หมาป่าแห่งWysteria) (the Werewolf of Wysteria),แวมไพร์แห่งบรูคลินน์ (the Brooklyn Vampire)และ บูกี่แมน (The Boogeyman) เขาถูกกล่าวหาสังหารเด็กทั้งหมด 6 คน เพียงเพราะอยากกินเนื้อพวกเขา และเขาถูกประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า
                อัลเบิร์ต ฟิช เป็นหนึ่งในฆาตกรโรคจิตสะท้านโลกไม่เป็นสองรองใครในเรื่องวิปลาสและความโหดเหี้ยมขณะสังหารเหยื่อ ความเพี้ยนของเขากลายเป็นต้นแบบของฆาตกรในยุคหลังๆ อยากทำตามอย่างเขาบ้าง แต่โดยรวมแล้วฟิชก็ยังแน่นเหนียวในการเป็นต้นแบบของฆาตกรกินคนจอมวิปลาสที่ติดอันดับต้นๆ ของโลกอยู่ดี
                 “........ผมเอาเนื้อเด็กนั้นกลับมาบ้าน เนื้อหนังท่อนล่างขอไอ้เด็กคนนั้นถือเป็นสุดยอดของเนื้อทั้งหลาย....ผมชอบนัก...ยิ่งตรงพวงอัณฑะกับไอ้จู๋เล็กๆ ของมันถือว่าเป็นสุดยอดเนื้อสวรรค์เพราะผมจะเอาไปอบในเตา ผมรู้ดีว่าไขมันของเนื้อส่วนนั้นทำให้เนื้อนุ่ม หอม อร่อย
                ผมแล่เนื้อส่วนใบหูของมัน ใส่รวมกับจมูก ชิ้นส่วนของแก้มและพุงกะทิของมันออกมา จากนั้นก็เอาไปเคี่ยวรวมกับหม้อสตูว์ เมื่อเติมหอมหัวใหญ่ แครอท หัวผักกาด ขึ้นฉ่าย ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยผสมด้วยกัน มันกลายเป็นสตูว์รสเลิศ
                ผมหันไปสาละวนกับการแล่เนื้อส่วนสะโพกและก้นของไอ้เด็กคนนั้น ตัดพวงอัณฑะและไอ้จู๋ของมันแยกออกไปแล้วล้างของดีพวกนั้นให้สะอาดเอี่ยม ส่วนก้นของมันนั้นผมเอาวางจัดใส่ถาดใหญ่ตกแต่งด้วยชิ้นเบคอนให้แต่ละก้นนั้นดูงดงามก่อนจะนำไปเข้าเตาอบนาน 15 นาที
                เมื่อเปิดเตาอบออกมา กลิ่นเนื้อนั้นหอมฉุยเตะจมูก ผมสูดกลิ่นเนื้ออบอยู่นานพอดู ก่อนที่จะจัดหอมหัวใหญ่ 4 หัววางรอบถาด ผมบรรจงใช้ช้อนขนาดใหญ่ตักน้ำราดบนก้นอบช้าๆ ก่อนที่จะนำไปเข้าเตาอบต่อ 2 ชั่วโมง                ครบเวลาการรอคอย ผมค่อยๆ เปิดเตาอบออกมา สูดกลิ่นเนื้ออบที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลช้าๆ ตักน้ำเกรวี่ราดลงไปด้วยใจระทึก แล้วบรรจงกินเนื้อนั้นอย่างหายอยาก รสชาติมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้อยู่สวรรค์ ผมกินเนื้อนั้นอย่างรู้คุณค่าความอร่อย 4 วันเต็มๆ
                ผมหวนกลับไปไปกินพวงอัณฑะอบของมันตามไปด้วย รสชาติของมันช่างกรุบกรอบ หวานมันราวกับกินถั่วหรือลูกนัทอร่อยๆ ผมพยายามเคี้ยวให้ละเอียดเพราะกลัวมันจะหมดไวเกินไป สำหรับจู๋ของมันผมเคี้ยวไม่ไหว จึงโยนมันลงโถส้วมไป แม้จะเสียดายก็ตาม................
                (คำสารภาพของอัลเบิร์ต ฟิช ในขณะที่ถูกจองจำในคุก)

....
......
...
เอ่อ จะว่าแป้งบ้าหรือโรคจิตก็ไม่เป็นไรนะ ยอมรับ
อ่าแหะ
แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในโลก
ถ้ามองในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ (เฉพาะด้าน)
มันก็ไม่ได้เลวร้ายนะคะ อิอิ

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โหย เรื่องจริงเหรอเนี่ย??
อย่างกะนิยายแน่ะ wink

แป้ง พี่เป้งเป็นไงมั่ง?
#1  by  \/ /\ N ∑ Z Z /\ At 2009-03-17 23:21, 
ผมว่า น่าสงสารเด็กน่ะครับ หมดอนาตด ศูนย์พันธ์ หมด น่าจาเอาวัยรุ่นอายุ 15-17 แทนน่ะครับ เพราะของมันใหญ่แล้ว 6-8 นิ้วจะได้มัง ฮ้าๆๆๆๆๆๆๆๆ (sad smile.....อ่ะแฮม เสียมารยาท น่ะแก่ จะเม้นก่อให้ดีๆหน่อย) จร้าๆ รุล่ะ ขอโทดครับ รู้อย่างเด๋ว ว่ามันโรคจิต
#2  by  Kementine (202.183.235.3) At 2009-04-27 09:38, 
เรื่องของอลิซาเบธ บาโทรี่นี่อ่านกี่ทีก็รู้สึกว่า
"เจ๊! สุดยอด"
ไอดอลหนังสยองขวัญแบบโกธิคดีๆนี่เอง
เครื่องรีดเลือดของเจ๊เป็นตำนานสุดๆ

ส่วนมิสเตอร์ฟิชเขาบ้าไปแล้วจริงๆsad smile
ให้ฮอตได้ไหมอ่ะ ได้ความรู้ดีHot!
#3  by  °°Greenpenguin°° At 2009-06-06 14:28, 

<< Home


pang neko
View full profile