ปลายฝน เริ่มต้นหนาว
แม้ปวดร้าว ไม่ไหวหวั่น
แล้งใด จะฝ่าฟัน
รอฟ้าผัน วันแสงคืน
เริ่มต้นหน้าหนาวแล้ว ฝนเริ่มน้อยลง อากกาศเริ่มหนาวขึ้น
ใบไม้บ้านแป้งผลัดใบได้เยี่ยมมาก เต็มพื้นไปหมดแล้ว แง ๆ ๆ กวาดมิหวาดมิไหว
พรุ่งนี้จะเปิดเทอมแล้ว เริ่มต้นเทอมใหม่กับฤดูหนาววว สู้โว้ย!!
เอาคะแนนที่หายไปกลับคืนมา สู้ ๆ สู้ ๆ

จะกล่าวถึงตำนานของฤดูหนาวอีกภาคหนึ่ง
นอกเหนือจากตำนานของดิมิเทอร์ กับ เพอเซโฟนี่
เป็นตำนานของเฟรย่า เทพีแห่งความรัก การเกษตร และการสงคราม
ขอเริ่มด้วยประวัติของเทพีเฟรย่า
เฟรย่าคือธิดาของนจอร์ด เทพแห่งสายลมและท้องทะเล กับ เนอร์ธัส น้องสาว
มีพี่ชายฝาแฝดชื่อว่า เฟรย์ เป็นเทพแห่งดวงตะวัน
เฟรย่าเป็นเทพสองบุคลิก
คือบุคลิกที่อ่อนหวาน งดงาม ยามเมื่ออำนวยพรแห่งรัก
และด้วยความรอบรู้ศาสตร์แห่งแม่มด มีพลังเหนือชีวิตและความตาย
อีกบุคลิกของเธอจึงดุดัน โหดร้าย จนกระทั่งเทพโอดีนมอบหมายตำแหน่ง
ผู้นำของเหล่าวัลคีรี นางฟ้ายมทูตผู้นำวิญญาณผู้กล้าในสนามรบมาสู่แดนสวรรค์
ด้วยความที่เธอเป็นเทพีแห่งรัก และมีความงดงามเหนือปวงเทพีอื่น
เธอจึงปรารถนาสิ่งสวยงามเป็นที่สุด
เมื่อได้ยินคำลือถึงสร้อยที่งดงามที่สุด บริซิงกาเมน ก็นึกอยากได้
จนกระทั่งยอมทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงมา
ทั้งเสพสุขกับคนแคระผู้สร้าง หรือบันดาลสงครามช่วงชิงวิญญาณนับร้อยพัน
จึงเห็นได้ชัดถึงกิเลศตัณหา ความใคร่ปรารถนาช่วงชิง อันเป็นด้านมืดของความรัก
กล่าวถึงตำนานของฤดูหนาวอันเกี่ยวพันถึงความรักที่ห่างเหินของนาง
เฟรย่าเป็นภรรยาของโอเดอร์เทพแห่งดวงตะวัน
มีลูกสาวสองนางคือ เจอเซมิ กับ นอส ซึ่งงดงามมาก
ช่วงเวลาที่สี่คนอยู่ด้วยกันเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและมีความสุข
แสงจะส่องสว่าง พืชผลจะงอกงาม เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์
จวบจนกระทั่งวันหนึ่งโอเดอร์สังเกตว่าไม่มีดอกไม้แห่งรักในสวน
จึงสงสัยในความรักของเทพีเฟรย่าที่มีต่อตน
เนื่องเพราะเฟรย่าไม่เคยปฏิเสธผู้ที่ต้องการนาง
ผู้อยู่ในฐานะเทพีแห่งความรักและความเมตตา
จึงถูกหลอกลวงโดยภูติบุปผาที่หลงใหลในตัวโอเดอร์
จนถึงขนาดยืมพลังความมืดจากเผ่ายักษ์
และถูกลักพาตัวไปซ่อนไว้ ณ ใต้ ผืนแผ่นดิน
แสงสว่างจึงจางหายไปจากแอสการ์ดดินแดนเทพ
เฟรย่ากลับมาจากภารกิจล่าดวงวิญญาณ
พบว่าประกายแสงแดดได้จางลง ดอกไม้แห่งรักเริ่มเหี่ยวเฉา
จึงได้รู้ว่าโอเดอร์ได้หายไปจากดินแดนเทพเสียแล้ว
เฟรย่าสวมเสื้อขนเหยี่ยว นั่งรถเลื่อนที่ใช้แมวลาก
ออกเดินทางเพื่อตามหารัก ณ แผ่นดินของมนุษย์
ช่วงเวลานั้นคือฤดูหนาวอันโหดร้าย
พืชผลไม่อาจงอกงามขึ้นจากผืนดิน
ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและความเหน็บหนาว
ในขณะที่ตามหารักนั้น น้ำตาของนางไม่เคยเหือดแห้ง
ร่วงหลั่งลงสู่ผืนดิน กลายเป็นทองคำ
ทว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการจากนางคือพืชผล หาใช่น้ำตาทองคำไม่
แต่ทว่าเวลานั้น นางสูญเสียแสงสว่างและความรัก
จึงไม่มีพลังที่จะบันดาลความอุดมสมบูรณ์
สิ่งที่ให้ได้ ณ ช่วงเวลานั้น มีเพียงน้ำตาทองคำ
ที่ไหลรินเพื่อคนที่รักเท่านั้น
ช่วงเวลาของการออกตามหาอันยาวนาน มาถึงจุดลำบากเมื่อ...
เหล่าแมวลากเลื่อนอันเป็นเครื่องหมายแห่งความรักและการให้กำเนิด
ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ในฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยความทรมานและความตาย
ทันใดนั้นแว่วเสียงนกแจ้งฤดูใบไม้ผลิเปล่งเสียงบอกเฟรย่า
ว่าเบื้องหน้าอันเป็นดินแดนของยักษ์
ยักษ์ซ่อนแสงสว่างไว้ใต้ผืนดิน หากเป็นเช่นนี้ฤดูหนาวคงไม่มีวันสิ้นสุด
คำพูดนั้นสะเทือนใจนักจนไม่อาจทนได้
ตะโกนเรียกชื่อชายที่รักก้องไปในสายลมหนาว จนกระทั่งโอเดอร์สดับยิน
และได้สติกลับคืนมา ยักษ์เกรงแสงสว่างจะหนีออกมาได้จึงได้
จึงออกมาขัดขวางเฟรย่า
ครั้นเมื่อได้ประจักษ์ความงามของนางจึงก่อเกิดความปรารถนา
เข้าปลุกปล้ำด้วยคิดว่าเฟรย่าสูญเสียพลังแล้วเนื่องเพราะ
นางได้ถูกช่วงชิงความรักและเมตตา แต่ก็ต้องสำนึกทีหลัง
เมื่อร่างกายของยักษ์นั้นค่อย ๆ สูญสลาย
เมื่อความรักและความเมตตาถูกแย่งชิงจนไม่อาจมอบการกำเนิด
จึงเหลือเพียงความโหดร้ายอันจะมอบความตายแก่ผู้ที่เกลียดชัง
นางจึงได้รู้ตัวว่าตัวนางนั้นเป็นเทพแห่งความตายในขณะท่องไปในโลกมนุษย์
ต้องการความรักและแสงสว่างถึงขนาดแย่งชิงชีวิตบนผืนดิน
ทันใดนั้นแผ่นดินก็ทรุดลง
น้ำตาทองคำที่ไหลรินเพื่อคนที่รักตกลงไปในรอยแยกนั้น
ทำให้โอเดอร์เข้าใจถึงความรักที่เฟรย่ามีให้ตนและตนมีแก่เฟรย่า
ที่สวนของเฟรย่าไม่มีดอกไม้แห่งรัก เพราะนางมอบมันแก่ชีวิตทั้งมวล
แสงสว่างจึงกลับคืนมาเติมเต็มความรักในหัวใจ
สลายพลังแห่งความตายให้เลือนหาย
คืนพลังเมตตาให้ผืนดิน ขับไล่ฤดูหนาวที่น่ารังกียจสิ้น
นั่นคือตำนานของฤดูหนาวอันโหดร้าย
และตำนานฤดูใบไม้ผลิที่ฟันฝ่าฤดูแห่งความตาย
กับสายแร่ทองคำที่หลับใหลใต้ผืนดิน คือน้ำตาเทพีที่ร่ำไห้เพื่อความรักนั่นเอง
** บางตำนานว่า...**
ด้วยนิสัยของ โอเดอร์ เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน
โอเดอร์ชอบผจญภัยไปในแผ่นดินทั่วโลก
โอเดอร์ ตื่นขึ้นมาในวันหนึ่ง สูดกลิ่นหอมของฤดูร้อนอันหอมหวลยากห้ามใจ
จู่ๆ เขาก็ออกเดินทางไปจากแอสการ์ดโดยไม่ได้บอกใคร
เมื่อ เฟรยา ตื่นพบสามีหาย เธอเริ่มร้องไห้น้ำตาร่วงเป็นสายลงพื้นโลก
และแทรกตัวลึกในเนื้อหิน กลายเป็นสายแร่ทองคำ
เมื่อไม่มี โอเดอร์ ในแอสการ์ด
เฟรยาจึงสวมเสื้อขนเหยี่ยวออกเดินทางทั่วโลกทั้งที่เคยและไม่เคยไป
ตลอดเวลาเธอร้องไห้ตามรายทาง ( ทำให้พบทองคำทั่วโลก )
เฟรยา เดินทางยาวนาน จนที่สุดก็พบ โอเดอร์ ณ แดนใต้
เขากำลังเอนหลังพิงต้น เมอร์เทิล - Myrtle อย่างขี้เกียจ
เฟรยา ไม่ถามไม่กระบึงกระบอนที่สามีหายไปไม่บอกกล่าว
เธอได้แต่ความดีใจที่พบสามีอีกครั้ง
เทพีแกล้งให้สามีประหลาดใจ
โฉบลงหลังต้นไม้ เก็บเอาดอกและใบเมอร์เทิลนั้น
ควั่นเป็นมงกุฏดอกไม้สวมศีรษะตนแล้วโผล่ออกจากที่ซ่อน
ความสดใสของดอกไม้และความงามของเธอ
ทำให้ภาพของเธอเหมือนวันแรกที่ทั้งสองแต่งงานกัน
( อันนี้น่าจะเป็นต้นเหตุว่าทำไมเจ้าสาวชาวเหนือ
จึงสวมมงกุฏดอกเมอร์เทิลในวันแต่งงาน )
ทั้ง โอเดอร์ และ เฟรยา ต่างดีใจที่ได้พบกัน
การเดินทางของเขากลับไม่น่ารื่นรมย์เท่าภรรยา
ทั้งสองจึงจูงมือกันกลับแอสการ์ด ช่วงเวลาแห่งควมสุขนี้
ธรรมชาติก็ฉลองให้แก่ทั้งคู่ด้วยการสร้างดอกไม้ใบไม้ของหน้าร้อนสะพรั่ง

